วิวัฒน์ของเว็บ ณ คศ. 2009

กลับมาแล้ว :) ต้องขอโทษที่หายไปนานครับผม แต่สำหรับคนที่ follow ผมที่ Twitter หรือ อยู่ใน Facebook คงได้เห็นผม re-tweet หรือ share link บทความคนอื่นที่คิดว่าเป็นประโยชน์ให้อ่านอยู่นานนม เวลาในชีวิตมันคับแคบอึดอัดไปหน่อยต้องขออภัยมา ณ​ ที่นี้ด้วยนะครับ ช่วงที่หายไปก็ไปขุดคุ้ยทำงาน หมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีที่มันผุดขึ้นมาใหม่ แล้วก็กระแส User Experience พิวัฒน์ในโลกกว้างทำให้ศาสตร์ต่าง ๆ เริ่ม ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ หรือ บางอย่างที่มีมานานนมแล้วแต่ยังไม่ได้ บัญญัติ จำกัดความไว้ ก็ได้คำบัญัติ จำกัดความกันเสียที วันนี้ผมก็มาเขียนข่าว เชิงบ่น เป็น guideline แจ้งแถลงให้ได้รับรู้ว่าเราขยับกันไปที่ไหนกันได้บ้างแล้ว

ในสายงานการผลิตผมก็ขอพูดเต็ม ๆ ปากเสียทีว่า ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการทำงานเชิงวัตถุ จากที่ผมได้พูดคุย ถกปัญหา และ วิเคราะห์ร่วมกับพร (@pornAntha) เมื่อ W3C ได้ประกาศเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะใช้กับ www มาเรื่อย ๆ เช่น EmotionML, HTML5 และ CSS3 จะเห็นได้ว่ามันเริ่มจะยาก และ ลงลึก และ ทำงานได้ละเอียดลึกซึ้งเชื่อมกันเป็นทอด ๆ ต่อไปนี้เราจะทำงานแยกเป็น unit กันชัดเจนมากขึ้นเพราะเทคโนโลยีบนโลก www นั้นเริ่มลึกซึ้งกันไปเรื่อย ๆ ยอดมนุษย์ (ในที่นี่ผมหมายถึง all in one people หรือ generalist) จะเริ่มลดลงคุณจะเห็นว่าหลาย ๆ บริษัทเริ่มที่จะทำงานแยกสัดส่วนกันชัดเจนแล้ว (ผมขอกล่าวถึงแต่อาชีพใหม่ และ อาชีพที่ต้อง update นะครับ) เช่น

  • Web Designer / Web Usability Designer ก็จะออกแบบ website, usability และ ทำ user experience strategic ให้ออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ๆ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการนำ Grid Base Development มาใช้งานด้วยจะทำให้งานวางโครงสร้างง่ายขึ้นไปด้วยครับ อีกทั้งการ sketch wireframing ที่ดีด้วย เพราะจะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันหมดเมื่อทำการ ประชุมหา framework ในการทำงานของแต่ละส่วน ก่อนลงมีดผลิตผลิตภัณฑ์ (website)ออกมา
  • Web Structural Designer / Web Accessibility Designer สายงานนี้จะสายงานย่อยลงไป จะดูแลในส่วนของ front-end development เป็นส่วนใหญ่ดูแลการออกแบบ ควบคุมการแสดงผลของโครงสร้างหน้าบ้านทั้งหมด ใช่ครับรวมไปถึงพวก JavaScript ต่าง ๆ ด้วย มนุษย์พวกนี้น่าจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง Creative และ Logistic
    • HTML Structural Designer ทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้าง content ให้เป็นไปตาม Content Strategy เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับหน้าที่นี้จะเป็นคนดูแลทั้งหมดในส่วนที่จะกำหนด ความสำคัญ (priority) ให้กับเนื้อหา การตั้งชื่อ attribute ต่าง ๆ เช่น id และ class ตลอดจนถึง attribute อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Accessibility ต่าง ๆ เพื่อการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ระเบียบ ร่วมกับ Content Strategist (นักวางกลยุทธเนื้อหา) หรือ ถ้าท่านใดมีความสามารถเรื่อง วิเคราะห์ วางแผนกลยุทธให้เนื้อหาได้ ก็รวบเป็นคนเดียวไปเลย ผมเคยนึกเล่น ๆ ว่าถ้า นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักวารสารศาสตร์ / ภาษาศาสตร์ เขียน (x)HTML เป็น เรื่อง SEO เราคงสู้ไม่ได้แน่ และ ล่าสุดก็ได้ยินมาว่าหนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งจ้าง นักภาษาศาสตร์มาควบคุม ช่วยออกแบบโครงสร้างเนื้อหาให้กับ website ของหนังสือพิมพ์แห่งนั้น (โลกมันเริ่มสนุกขึ้นเรื่อย ๆ แล้วใช่ไหมครับ?)
    • CSS Designer จัดโครงสร้างร่วมกับ HTML Structural Designer กำหนด selector ของ CSS ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างที่ได้ออกแบบมาโดย HTML Structural Designer รวมไปถึงร่วมกันออกแบบ framework ของงานในแต่ละ project ร่วมกับทุกท่าน (ในความคิดของผม CSS framework ควรจะขึ้นอยู่กับตัวโปรเจคแต่ละตัวมากกว่านะครับ เพราะถ้าคุณใช้ CSS framework สำเร็จรูปในทุก ๆ project มองในแง่เนื้อหา และ การเข้าถึงได้ผมว่าไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง)
  • Programmer เป็นผู้กำหนดโครงสร้างของระบบ รวมไปถึงช่วยวิเคราะห์กลยุทธ์เนื้อหา และ โครงสร้างข้อมูลร่วมกับคนอื่น ๆ ด้วยเป็นหัวใจสำคัญของแต่ละ project ส่วนใหญ่ในปัจจุบันชนกลุ่มนี้จะเป็น ธาตุกลาง สามารถไหล และ ใช้งานได้ทุกภาษาไม่ว่าจะเป็น Java, PHP, ASP.Net, Python, Ruby หรือ อื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อกล้าแข็งก็จะขยับไปเป็น Information Architecture แต่ก็ต้องฝึกวิชาการตลาด และ ความเข้าใจของอีกฝั่งด้วย (ใช่ครับผมกำลังหมายถึง คนเหล่านี้ Content Strategic, Web Accessibility Designer และ Web Usability Designer)
  • Information Architecture ตรงนี้ผมมองเห็นว่ามันน่าจะเป็น Director ในปัจจุบันครับ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ชนกลุ่มนี้หูตาต้องกว้างไกลหน่อยนะครับต้องรู้หลายอย่างแต่ถ้ามาจากสาย Programmer แล้วเข้าใจในเรื่องอื่น ๆ ด้วยผมคิดว่าจะเข้มแข็งมากในเรื่องนี้ บางที่อาจจะไม่ใช้คำคำนี้โดยตรง เพราะอาจจะมาในหลายแง่ เช่น แง่เนื้อหา แง่การเข้าถึงได้ หรือ แง่การใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาจจะเป็น Director ของแต่ละส่วนมารวม idea กันก็ได้ หรือ จะแยกกันวิเคราะห์กันในแนวทางของแต่ละคนแล้วมาประชุมสุมหัวกัน คำคำนี้ก็จะกลายเป็นขั้นตอนในการทำงานไปโดยปริยายได้เช่นกัน ถ้าพูดในแง่ขั้นตอนในการทำงาน ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนแรกสุดเลยก่อนที่จะมุ่งไปหาขั้นตอนอื่น ๆ
  • Web Master / Usability Tester and Researcher คศ. นี้คงต้องมุ่งไปที่แง่เนื้อหามากขึ้น และ เป็นเหมือนนักวิเคราะห์วิจับ คอยเก็บข้อมูลวิเคราะห์การใช้งานของ user เพื่อรวบรวมสิ่งต่าง ๆ มาเข้าระบบวิเคราะห์ บำรุงรักษา แก้ไข หรือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ (website)ใหม่ ๆ ต่อไป ปล. ไม่มีหน้าที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม แก้นั่นแก้นี่ ขายผ้าเอาหน้ารอดอีกแล้ว เพราะควรจะแจ้งแก้ไข ปะผุไปยังทีมที่เกี่ยวข้องโดยตรง
  • Tester แยกตามสายงานได้เลยทันที ชนกลุ่มนี้จะไม่เหมือน Web Master นะครับ จะแยกกันตรวจสอบควบคุมคุณภาพตามสายงานของตนเอง เช่น ทดสอบ Usability ของอะไร, Interface ที่ติดต่อกับ User หน้าบ้านหลังบ้าน, ประสิทธิภาพการทำงานของ code ต่าง ๆ และ ระบบต่าง ๆ ทั้งนี้ควรจะมีไว้ หรือ ให้คนในทีมที่ทำงานคนละ project มาสลับกันเป็น Tester ก็ได้ครับผม ปัจจุบันผมขออนุญาติบอกย้ำคำพูดของพี่หนุ่ม (@zyracuze แห่ง welovebug) อีกครั้งว่า การตรวจสอบ ทดสอบ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (website)ต้องทำในทุกขั้นตอนการผลิตนะครับ ไม่ใช่หลังจากที่ product สร้างเสร็จทั้งหมดแล้วเวลาเดียว คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ welovebug ได้เลยนะครับ
  • Content Strategist เป็นผู้วางแผนกลยุทธเนื้อหาให้กับ website อาจจะอยู่ในตัว HTML Structural Designer ก็ได้ หรือ เป็นงานของ Web Master หรือ ผู้วางแผนการตลาด/คิดค้นผลิตภัณฑ์ (website) online ก็ได้ ชนกลุ่มนี้จะวางโครงสร้างของ content เช่น ใครเป็นคนทำเนื้อหา, แล้วมีเนื้อหาไปเพื่อใคร, โครงสร้าง meta content เป็นยังไง?, มีเนื้อหาอะไรอยู่ อะไรที่ต้องทิ้ง อะไรที่ต้องแก้ อะไรที่ต้องเพิ่ม, เนื้อหาเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ (website)แค่ไหน, วงจรชีวิตของเนื้อหาที่ต้องอยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ (website) ชนกลุ่มนี้จะจัดการไปถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของเนื้อหา กับ เนื้อหาต่าง ๆ ในตัว website ด้วย ผมจะอธิบายโดยละเอียดอีกครั้งในบทความที่จะ update ตามหลังกันมานี้ครับ

ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในแวดวงอาชีพของเราเท่าที่ผมได้เห็น และ พยายามตีกรอบมาสรุปให้ฟังครับ ถ้าขาดตกอะไร ผมต้องขออภัยไว้ด้วยครับ และ อยากให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น หรือ แบ่งปัน update กันและกันครับผม

สวัสดี

Back to Top

11 Responses to วิวัฒน์ของเว็บ ณ คศ. 2009

  1. i6oy

    เราจะได้ลืมตา อ้าปากกันก็คราวนี้แหละ ฮ่า ฮ่า~

    Reply

  2. llll13lll83ll

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ…

    Reply

  3. mr.Kim

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    Reply

  4. araigorgoo

    ไม่ได้แวะเข้ามานานเลย แต่ก้อยังมีบทความดี ๆ ให้อ่านตลอดเลยครับ หน้าตาแปลกไปเยอะครับ

    Reply

  5. sampc

    บทความคุณภาพอีกแล้วครับเท่้าน ขอบคุณเนื้อหาดีๆ วันนี้ครับ

    Reply

  6. tumlor

    ดีมาก แล้วมีบริษัทไหนบ้างล่ะ ทีทำแบบนี้ในเมืองไทย เห็นแต่บริษททำเว็บแถวๆ New York ต้องการแบบนี้เยอะมาก

    Reply

  7. หำเหี่ยว

    บางที เจ้าของบทความ อาจจะทำงานที่ New York ก็เลย เห็นอะไรแปลกๆ ก็บ่นไปตามนั้น
    มันเป็นงึกๆ งักๆ

    Reply

  8. radiz

    @tumlor ขอบคุณครับ :) เผอิญบริษัทคนไทยที่ผมร่วมงานด้วย หลายบริษัท ก็ปรับระบอบ ระบบ การคิดการทำงานมาเป็นแบบนี้ นะครับ บางบริษัททำมานานนมแล้วด้วย

    ออกมาเดินนอกกะลาบ้างก็ดี

    Reply

  9. @zyracuze

    แวะมาอ่านบทความดีๆ ของ Radiz ครับ

    จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการทำงานในแวดวงนี้ขอบอกว่า ถ้าจะให้เป็นไปได้เต็มรูปแบบอย่างที่ Radiz เขียนไว้ นั้นได้ครับ แต่ทุกๆ คนที่อยู่ในขั้นตอนจะต้องเข้าใจบทบาท และหน้าที่ของตนเอง แต่คงจะต้องอาศัยเวลา และความร่วมไม้ร่วมมือกันจากหลายๆ ส่วน

    บ้านเมืองเรามิได้ปูพื้นฐานเรื่องพวกนี้ไว้ แต่ถ้าไม่มีใครจุดประกาย และพักดันเรื่องพวกนี้ มันก็จะย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นครับ

    Reply

  10. teerapuch

    คงต้องให้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาไปคุยงานในออฟฟิศ แล้วเค้าจะได้รู้ว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ควรก้าวไปให้ถึง

    Reply

  11. anon

    2016 แล้วครับ อะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Connect with Facebook

Back to Top