Web Standards

Accessibility Links

แบบจำลองสถานะ

  1. UX Designers ต้องคิด และ ทำอะไรบ้าง

    Radiz

    ช่วงนี้ผมวุ่นวาย ๆ กับงานจนเวลาที่มีว่างเล็กน้อยจะเอาไปใช้ในการบำบัดรักษา พักผ่อนสมองตน และ เปิดห้องเรียนสอน xhtml css coder กับ แมกซ์ (@max_mayer) เล็ก ๆ ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ต้องขออภัยที่ "หายหัว" ไปนานโขพอสมควร สำหรับหน้าที่เขียนบทความ ณ สถานที่แห่งนี้ เลยต้องให้พร รับบทหนักอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ช่วงนี้ เพราะพร พลังเยอะ ฮ่า ๆ

    โอเคครับ วกกลับมาหาสิ่งที่จะพูดกันวันนี้ สั้น ๆ ห้วน ๆ ไม่ยาวมากเท่าที่สมองจะรวบรัดกระชับมาให้ได้ ต้องอารัมภบทก่อนว่าที่ผ่าน ๆ มาผมได้มีโอกาสคลุกคลีกับระบบงานที่ต้องทำงาน คร่ำคิด วิเคราะห์ สิ่งของต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อผู้ใช้งานปลายทางส่วนใหญ่ (ในขอบข่ายของผลิตภัณฑ์เว็บไซต์นะครับ) ต้องขอขอบพระคุณพี่เอ้อ (@errorlloyd) และ พี่เอ้(@DjFunkyDog) ที่ให้ไอเดีย และ สอนสั่งทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ทำให้ผมสนใจที่จะต้องหาความรู้ สังเกต และ ทดลอง อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับ User Experience (แปลเป็นไทยอย่างไรดี ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ดีไหม?) ครับ อย่าเพิ่งบ่นนะว่า ทำไมไอ้คุณปลา มันไม่เขียนอะไรที่มันเป็น HTML / CSS เลยวะ? เพราะผมคิดว่า ผมบ้าครับ :)

    เรื่องของการออกแบบ User Experience นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ User Interface (พื้นที่ใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน) ให้น่าใช้งานแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงการวางโครงสร้างของเว็บไซต์ การวางความสัมพันธ์ของเนื้อหา การวางแผนว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานอย่างไร ตลอดจนเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะในเชิงจิตวิทยา หรือ ทางการตลาด เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึก สุขสมใจ และ กลับมาใช้งานผลิตภัณฑ์ของเราเรื่อย ๆ ไปพร้อมทั้ง แนะนำต่อ ๆ ไปให้กับเพื่อน ๆ พ่อแม่ ญาติพี่น้องของเขา

  2. รู้จักการวางกลยุทธ์เนื้อหาสำหรับเว็บไซต์

    Radiz

    การวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ใช้กับเว็บไซต์นั้นมีมานมนานพอ ๆ กับการผลิตเว็บไซต์ออกไปสู่โลกออนไลน์ แต่บทบาทของการวางกลยุทธ์เนื้อหาจะเริ่มมามีบทบาทเด่นชัดมากขึ้นในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เพราะอะไร? ... แน่นอนครับจำนวนผู้ใช้งานของอินเตอร์เน็ต และ จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจบนโลกออนไลน์ มีเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ปี ต่อ ปี ทำให้การแข่งขันกันของผู้ประกอบการต่าง ๆ บนโลก online มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อัตราที่จะเกิด และ ดับในวันเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ ก็มีเช่นกัน

    คนที่คิดริเริ่มก่อน คิดผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ออนไลน์ได้ก่อนใครก็จะมีภาษีได้ถือไพ่เหนือกว่า ยิ่งถ้าได้การวางแผนระบบโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างดี (Infra Structure) ก็ยิ่งมีลุ้นว่าจะอยู่ได้ยืนยาว หรือ ตลอดไป แต่กระนั้นก็ยังคงต้องพึ่งพาเนื้อหา (Content) ที่ดีเพื่อดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายด้วย (End Users) คนที่มาทีหลังก็คงต้องทำการบ้านการอย่างหนักกันหน่อย ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ของตน (Differentiate) กับบริษัทคู่แข่งเราทราบกันแล้วว่าปัจจุบันนี้ เนื้อหา สามารถถูกนำไปเผยแพร่ได้หลายช่องทาง (Channel) และ ในหลาย ๆ สื่อ (Media) ต่อไปนี้คงต้องวางแผนกันรอบคอบหน่อย ปวดหัวมากขึ้นกันหน่อย และ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญฌฉพาะทางมากขึ้นหน่อย คงจะหมดยุคสมัยของมนุษย์เป็ดแล้วอย่างแท้จริง ต้องขอบคุณ Sir Tim Berners Lee ที่สร้าง WWW ให้เราได้ใช้กัน สื่อ ตัวนี้เป็นสื่อที่แพร่กระจายตัวได้รวดเร็ว และ เข้าถึงมนุษยชาติได้ทุกท้องที่ทุกเพศทุกวัย หลาย ๆ บริษัท หรือ นักธุรกิจคงเห็นแล้วว่ามันเป็นของที่ลงทุนถูกแสนถูกแต่กำไรที่จะได้กลับมานั้นมหาศาล ถ้าทำการบ้านมาดี

  3. วิวัฒน์ของเว็บ ณ คศ. 2009

    Radiz

    กลับมาแล้ว :) ต้องขอโทษที่หายไปนานครับผม แต่สำหรับคนที่ follow ผมที่ Twitter หรือ อยู่ใน Facebook คงได้เห็นผม re-tweet หรือ share link บทความคนอื่นที่คิดว่าเป็นประโยชน์ให้อ่านอยู่นานนม เวลาในชีวิตมันคับแคบอึดอัดไปหน่อยต้องขออภัยมา ณ​ ที่นี้ด้วยนะครับ ช่วงที่หายไปก็ไปขุดคุ้ยทำงาน หมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีที่มันผุดขึ้นมาใหม่ แล้วก็กระแส User Experience พิวัฒน์ในโลกกว้างทำให้ศาสตร์ต่าง ๆ เริ่ม ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ หรือ บางอย่างที่มีมานานนมแล้วแต่ยังไม่ได้ บัญญัติ จำกัดความไว้ ก็ได้คำบัญัติ จำกัดความกันเสียที วันนี้ผมก็มาเขียนข่าว เชิงบ่น เป็น guideline แจ้งแถลงให้ได้รับรู้ว่าเราขยับกันไปที่ไหนกันได้บ้างแล้ว

    ในสายงานการผลิตผมก็ขอพูดเต็ม ๆ ปากเสียทีว่า ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการทำงานเชิงวัตถุ จากที่ผมได้พูดคุย ถกปัญหา และ วิเคราะห์ร่วมกับพร (@pornAntha) เมื่อ W3C ได้ประกาศเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะใช้กับ www มาเรื่อย ๆ เช่น EmotionML, HTML5 และ CSS3 จะเห็นได้ว่ามันเริ่มจะยาก และ ลงลึก และ ทำงานได้ละเอียดลึกซึ้งเชื่อมกันเป็นทอด ๆ ต่อไปนี้เราจะทำงานแยกเป็น unit กันชัดเจนมากขึ้นเพราะเทคโนโลยีบนโลก www นั้นเริ่มลึกซึ้งกันไปเรื่อย ๆ ยอดมนุษย์ (ในที่นี่ผมหมายถึง all in one people หรือ generalist) จะเริ่มลดลงคุณจะเห็นว่าหลาย ๆ บริษัทเริ่มที่จะทำงานแยกสัดส่วนกันชัดเจนแล้ว (ผมขอกล่าวถึงแต่อาชีพใหม่ และ อาชีพที่ต้อง update นะครับ) เช่น

  4. เมื่อไหร่ จะเกิดการวิวัฒน์ อย่างถ่องแท้

    Radiz

    ผมพยายามนั่งดู ความเป็นไปในวงการผู้ประกอบกิจการ ผู้ทำงานเกี่ยวกับ Website ในบ้านเราอยู่เป็นเวลานานพอสมควร เรียกว่าในระยะหนึ่งได้ และ สิ่งที่คิด และ เขียนออกมานั้นอาจจะเป็นความคิดที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ หลาย ๆคนคิดกันไว้อยู่แล้วก็เป็นได้ ผมไม่อาจทราบได้เลยว่าปัญหาที่มันเกิดมันเกิดขึ้นเพราะ ระบอบสังคม วัฒธรรม ของบ้านเราหรือไม่ ที่ทำให้ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างกลายมาเป็นเฉกเช่นทุกวันนี้ บริษัทที่อยากประกอบธุรกิจบนโลก online, Agency และ Freelancer หลาย ๆ แห่งในไทยกำลังย่ำอยู่กับบางสิ่งที่เขาเองเรียกว่าการพัฒนา สิ่งที่เขาเองเรียกว่า เขาทำได้ และ เข้าใจได้ถ่องแท้แล้ว นำมาประพฤติปฏิบัติกับลูกค้า หรือ งานของตน ซึ่งบางเรื่องเป็นเรื่องที่ควรหยิบยื่นให้โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอค่าบริการเลยก็ได้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ถ้าลูกค้าเขามาอ่านใน Internet เจอเอง หรือ วันหนึ่งเมื่อเขาเข้าใจได้เอง อาจจะทำได้เองโดยไม่ต้องร้องขอ สิ่งเหล่านี้ หรือ หันไปใช้บริการของฟรีจากที่อื่น ที่มีประสิทธิภาพ และ ผลลัพธ์เหมือนกัน ผมขอใช้คำนิยามเรื่องราวแบบนี้ว่า "การเอาเปรียบ" อันนี้รวมไปถึงกระทั่งบริษัทที่ประกอบธุรกิจ online / Agency ปฏิบัติต่อกันและกัน หรือปฏิบัติต่อ Freelancer เช่นเดียวกันรวมไปถึง Freelancer ปฏิบัติต่อ Freelancer ด้วยกันเองอีกด้วย

    อาชีพนักออกแบบ อาชีพอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงานศิลป์ ในบ้านเราเป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าถูกปลูกฝังให้มองเห็นเป็นอาชีพที่ไม่สมควรทำ ไม่ควรเป็นเพราะโอกาสที่จะแจ้งเกิด ได้ค่าตัวแพงนั้นเป็นไปได้ยาก งานสวย ๆ บางที่อาจจะไม่ได้ตกเป็นผลงานของตน แต่เป็นของ Agency หรือ บริษัทที่ตนทำงานให้ โดยไม่มีข้อแม้ ระบอบนี้ยังคงเป็นอยู่ในประเทศไทย ที่ต่างบอกต่อ ๆ กันว่าวงการนี้เราพัฒนาเท่าทันแล้วกับสากลโลก อนึ่งรวมถึงอาชีพที่เกิดใหม่ในวงการต่างๆ ด้วยเช่น XHTML CSS Coder ในวงการ Website บางคนยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมีอาชีพนี้ และ อาชีพนี้ต้องทำหน้าที่อะไรบ้างนั่นเป็นตัวอย่างวัฒนธรรมการปิดรับ สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบสังคมของประเทศไทย อาจจะเป็นเพราะความทับซ้อน หรือ ความงงงวยว่ามันเกิดมาทำไม มาทำอะไรกันแน่ บนประเทศจับฉ่าย ประเทศนี้

    หลาย ๆ ครั้งที่ผมเห็นการกดเงินเดือน ขูดรีดขูดเนื้อคนในประเทศเดียวกันเอง การกดขี่เด็กที่มีอนาคตให้ต้องจมปลักอยู่ในกรอบ ที่เขาเอามาอนุมานให้เด็กเหล่านั้นเชื่อฟังก้มหัวเดินตาม หรือ จำใจทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (จะเอาไหมเงิน? จะทำไหมงาน?) คุณกำลังปลูกฝังอะไรให้กับเด็ก ๆ คุณกำลังทำอะไรกับคนที่คิดต่าง และ อยากได้โอกาสพัฒนาประเทศชาติ และ พร้อมจะช่วยกันยกระดับให้มันสูงขึ้น ผู้ใหญ่บางคนที่ทำตัวเหมือนว่ารู้ไปเสียทุกอย่าง แท้ที่จริงนั้นไม่ได้รู้อะไรเลย ผู้ใหญ่บางคนที่จ้องแต่จะหาช่องทางหาเศษหาเลย ไม่ว่าจะเงินทอง หรือ การเอาเปรียบทางจิตใจ หรือ ร่างกายคนอื่น ๆ นั่นเป็นสิ่งที่สังคมไทยกำลังเป็นอยู่ จะโกหกตัวเองไปใย และ มันน่าแปลกที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นใหญ่เป็นโตกันอยู่ ณ​ในขณะเวลานี้

  5. เมื่อ Semantic กำลังใกล้เข้ามา (ภาค2)

    Radiz

    จากครั้งก่อน ผมแนะนำสิ่งที่เรียกว่า Google-Apple Cloud ไปแล้ว เมื่อ Google มองการไกลถึงขนาดที่จะสร้าง Network ของ Super Computer (หรือ ที่เรียกว่า Cloud) วางไว้ทุกสารทิศทั่วโลกใบนี้ เพื่อเก็บข้อมูลทุก ๆ อย่าง เพื่อวาง Application ที่เราสามารถเข้าใช้ได้ทุกเมื่อ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมี Standalone PC อยู่ที่บ้านเพื่อทำงาน เราไม่จำเป็นต้องลง OS และ Software ต่าง ๆ มากมาย เพียงแต่เข้าไปใน Google ก็จะมีสิ่งต่าง ๆ ที่เราจำเป็นต้องใช้เตรียมพร้อมรออยู่ คุณผู้อ่านที่เป็นแฟน ๆ ของ Google App น่าจะทราบดีว่ามันมีเพิ่มมาทุกวัน ทุกวัน ให้เราได้เลือก ได้ลองใช้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นของฟรีที่ดีเยี่ยมหลาย ๆ อย่าง

    ทีนี้เรามาดูกันว่า ทำไม Google ส่งผู้บริหารบางคน ไปอยู่ใน Board ของ Apple ทีนี้เรามามองดูกันว่า ทำไม Google ถึงอยากให้ Apple สร้าง Super Computer ให้ เพราะ Apple ขึ้นชื่อว่าเป็น บริษัทที่เข้าใจหลักกายภาพของ user มากที่สุด และ สามารถผลิตนวัตกรรมที่หักล้างสิ่งที่ใคร ๆ ต่างคิดว่า คงไม่มีใครจะทำมันได้ มาแล้วนักต่อนัก ผมเพิ่งถึงบางอ้อเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ (หลายท่านอ่านจะ อ้อ ก่อนผมมาหลายเดือนแล้วก็ได้) ว่าทำไมถึงมี iPhone และ ทำไมถึงมี MacBook Air ออกมา ผมคิดว่ามันเป็นอนาคต อนาคตอะไร อนาคตที่กำลังจะใกล้เข้ามา (อ้างอิงจาก บทความของ : Nicholas Carr) ถ้าสิ่งต่าง ๆ ที่ว่ามานี้เกิดขึ้นจริง นั่นหมายความว่า MacBook Air และ iPhone นั้นอาจจะทำมาเพื่อรอ Project นี้ก็ได้เป็นแน่แท้ เราไม่ต้องการอุปกรณ์อะไรมากมายอีก เพียงแค่อุปกรณ์สำหรับ Access เข้าไปยัง Account ที่เรามีอยู่ของ Google ไม่ต้องมีรูปร่างใหญ่มาก พกพาสะดวกสบาย ที่เก็บข้อมูลก็ไม่จำเป็นต้องมีมากนัก เพราะว่าเรามีพื้นที่อยู่ในอากาศอยู่แล้ว เพียงแต่จ่ายค่าบริการรายเดือนเท่านั้นเอง ต่อไปพวก Computer ที่เป็น Standalone และ มีอุปกรณ์ และ Sofware ที่เพียบพร้อมนั้นอาจจะใช้เฉพาะกับงานเฉพาะทางเพียงเท่านั้น อาทิ การตัดต่อหนัง, การ render 3D และ งานหนัก ๆ ใหญ่ ๆ อื่น ๆ ที่ต้องกินทรัพยากรณ์ และ visual memory ที่ต้องเตรียมพร้อมหลาย ๆ อย่าง

  6. เมื่อ Semantic กำลังใกล้เข้ามา (ภาค1)

    Radiz

    60 ปีที่แล้ว Digital Computer ทำให้ข้อมูลของเราอ่านได้ 20 ปีที่แล้ว Internet ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นง่ายต่อการเข้าถึง 10 ปีที่แล้ว search engine crawler ตัวแรกถือกำเนิดขึ้นจาก database เพียงตัวเดียว Google ทำให้หลาย ๆ องค์ประกอบ ทฤษฎีในทัศนคติเป็นจริง Google ในทุก ๆ วันนี้กลายเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรม ไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องใช้ Google ฝังลึกหยั่งรากลงไปมากกว่าที่เราจะทันรู้ตัว

    ข้อมูลมากมายมหาศาลเหล่านั้น ที่ Google เก็บมาไว้ใน database ของตน เมื่อ 10 ปีที่แล้วหลาย ๆ คนคงอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาไร้สาระ แต่ในทุกวันนี้ผมคิดว่าแม้กระทั่ง 1 ตัวอักษร Google ก็ขายได้ มองย้อนกลับไปในยุคของ Kilobytes ข้อมูลจะถูกจัดเก็บบันทึกลงใน Floppy Disk ผมยังจำได้เวลาไปโรงเรียนเราจะพกแผ่น Floppy Disk ทั้งหลายเหล่านี้ไว้สำหรับ class ที่ต้องเรียน Computer ตั้งแต่ยังต้องท่องจำ Command Line ต่าง ๆ เพื่อที่จะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามที่ใจเราอยาก ต่อมาเป็นยุคของ Megabytes ข้อมูลทุก ๆ อย่างถูกเก็บลงใน Hard Disk และ มันก็ถูกพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนสามารถเก็บข้อมูลได้เป็น Terabytes โดยที่ตัวมันเองก็เท่าเดิม แต่ใช้ Disk Array ในการจัดเก็บข้อมูลลงไป แล้วยุคของ Petabytes ล่ะจะจัดเก็บลงไปที่ไหน? มันจะถูกจัดเก็บลงไปใน "Cloud" (Cloud ในที่นี้คือ กลุ่มของ Supercomputer ที่จัดเก็บ Application และ ข้อมูลที่ถูกติดตั้งไว้ในทุกที่ ทุกมุมของโลก) ลองนึกดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้อมูลขนาด 1 Petabytes ถูกเก็บลงในฐานข้อมูลของ Google ทุก ๆ 72 นาที

  7. สร้าง Findability Website ด้วย Web Standards

    Radiz

    เวปไซท์ค้นง่าย (Findablity Website) เป็นแนวคิดใหม่ที่เป็นหนึ่งใน Semantic Web ซึ่งมุ่งหวังจะให้ผู้ใช้นั้นสามารถค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการได้ง่าย และ เป็น SEO friendly เพื่อการ index ข้อมูลเก็บไว้สำหรับการเอาข้อมูลกลับมาใช้งานได้อีก

    วันนี้ผมจะพูดถึงอะไร ผมจะพูดถึง Findability website ชื่อมันดูโก้เก๋ดีไหมครับ มันเป็นแนวคิดใหม่ของ Aaron Walter จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่อะไรใหม่ไปเลยทีเดียวเพียงแต่แนวคิดเหล่านี้ยังไม่มีใครบัญญัติชื่อให้มัน ลักษณะการทำงานของมันอย่างเป็นรูปธรรม ทีนี้เรามาดูกันว่า ไอ้ Findability Web มันคืออะไร ซึ่งโดยการทำงานของมันแล้วมันก็คือ Website ที่มีเป้าหมายมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ใช้ให้

  8. Microsoft Expands Support for Web Standards in IE8

    พร อันทะ

    ท้ายที่สุดแล้ว เราก็ได้ข่าวดี พร้อมๆ กันทั่วโลก Web Designers อาจจะเป็นกลุ่มที่ยิ้มออกได้มากที่สุดกับข่าวนี้ Microsoft ประกาศตั้งค่าเรนเดอร์หน้าเว็บด้วยโหมด Web Standards เป็นค่า Default และบอกด้วยว่า IE8 ได้แยกระบบการ Render ออกเป็นสามแบบแล้ว หลังจากที่ชีวิตอยู่ในแสงรำไรมานาน

  9. XHTML CSS เพื่อประโยชน์ทาง SEO อย่างแท้จริง

    Radiz

    ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Internet Marketing คงทราบกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ทาง SEO สูง ๆ นั้น ไม่ใช่การมุ่งทำโฆษณากับ .... หรือ จ่าย pay per click มีอีกหลาย ๆ วิธีที่ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินเสียทองให้เปลืองไปเปล่า ๆ

  10. Semantic Web พูดกันทุกทาง อย่างมีความหมาย (1)

    พร อันทะ

    1.ถ้าคุณเขียนโค้ดถูก แต่บราวเซอร์แสดงผลเพี้ยน แสดงว่าบราวเซอร์ มีปัญหา 2.ถ้าคุณเขียนโค้ดผิด แต่บราวเซอร์ยังแสดงผลถูกต้อง นั่นแสดงว่า ทั้งตัวคุณ ทั้งบราวเซอร์ ต่างก็มีปัญหา
  11. ทำไม CSS XHTML มันไม่ใช่แค่ที่เห็น

    พร อันทะ

    จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ วันหนึ่งข้างหน้า สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกชนิดสามารถเปลี่ยนไปใช้วัสดุพิเศษ ที่สร้างสรรค์ออกมาใหม่ คล้ายกระดาษ สามารถพลิกหน้าอ่านได้เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ ใช้ไฟฟ้าในการให้พลังงานเพื่อขับเคลื่อนและใช้ อินเทอร์เน็ต
  12. Dreamweaver 8.0.2 กับ XHTML 1.0 Strict

    พร อันทะ

    อ้าว เร่เข้ามา พ่อแม่พี่น้อง มาก่อนได้นั่งหน้า มาช้าได้นั่งหลัง มาทีหลังอาจได้ยืน มาดึกๆ ดื่นๆ อาจได้ขี่คอกันดู วันนี้ ผมจะนำเสนอเรื่องความอ่อนด้วย ปัญญาในการใช้โปรแกรม Adobe Macromedia Dreamweaver 8.0.2 ของผมเอง
  13. Web Standards

    พร อันทะ

    หลังจากที่ได้พูดถึง Web Standard ไปแล้ว คราวนี้ ผมขอพูดถึง Web Standards กันบ้าง อ้า อย่าเพิ่งงง ครับ 2 คำด้านบน มันต่างกันที่ เอกพจน์ กับ พหุพจน์
  14. รู้จัก และ เข้าใจใน Web Standards

    Radiz

    เพื่อน ๆ Designer หลายท่าน รวมถึงผมนั้น ต่างรังสรรค์ผลงานของตนเองมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะล้วน ๆ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เราจะมองงานของเราโดยรวมนั้นเป็นภาพ ๆ หนึ่งซึ่งเราจะปรุงเสริมเติมแต่งลงไปอย่างไร ส่วนการ code นั้นแทบจะไม่มีการได้คำนึงถึงเลย เราบางคนใช้ XHTML และ CSS ไปเรื่อยเปื่อยแบบตามมีตามเกิด จะมีใครบ้างที่เกิดความสงสัย ใคร่รู้ว่า ความหมายโดยแท้จริงนั้นมันมีอะไรอยู่บ้าง เราเพียงแต่คิดว่าเราจะเรียงกล่องเหล่านั้นออกมาให้สวยงามอย่างไร เคยคิดที่จะศึกษาธรรมชาติของมันโดยแท้จริงไหม CSS กับการคิดนอกกรอบ (สี่เหลี่ยม ตอนที่ 1) และ CSS กับการคิดนอกกรอบ (สี่เหลี่ยม ตอนที่ 2) ส่วนใหญ่โดยธรรมชาติของพวกเราแล้วเราเพียงแต่คิดง่าย ๆ ว่า ขอแค่มันออกมาดูดีก็เป็นพอแล้ว คงเป็นส่วนน้อยที่อยากจะศึกษาให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของ Web Standards นั้นเพื่อที่จะนำผลประโยชน์ที่จะได้มาใช้ให้เกิดผลกับงานของตนเอง และ ผู้ใช้ให้มากที่สุด

    เราคงต้องจัดลำดับความคิดของเราใหม่หากเราต้องการที่จะเรียนรู้ และ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Web Standards ทำไม? เพราะเราต้องคำนึงถึงในทุก ๆ รายละเอียดก่อนที่จะนำเสนอทุก ๆ อย่างที่เราต้องการจะสื่อออกไป เพราะทุก ๆ อย่างละเอียดอ่อน, มีความหมาย และ มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง scope ง่าย ๆ คือ เราต้องมอง และ คิดในแง่มุมที่แตกต่างไป โดยหลัก ๆ แล้วมีดังนี้

    1. คิดและมองอย่าง นักเขียน
    2. คิดและมองอย่าง วิศวกร
    3. คิดและมองอย่าง ศิลปิน

    ก่อนที่เราจะนำเสนองาน web design ที่เราตั้งใจสร้างสรรค์ออกสู่สายตาผู้ใช้ หรือ กลุ่มเป้าหมายที่เราเองนั้นต้องการ จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่แค่การออกแบบแล้วตัดออกมาเหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว เราทุกคนจะต้องมองเพิ่มไปถึงการลำดับความสำคัญของเนื้อหา การจัดวางโครงร่าง และ การนำเสนองานให้สื่อถึงความเป็นตัวของตัวเราเอง การคิดและมอง ในแต่ละส่วนนั้นเป็นอย่างไร ให้ลองคิด และ มองตามกันไปเลยในบทความนี้

  15. รู้จัก และ เข้าใจใน Web Standards 2

    Radiz

    วิศวกรต่างรังสรรค์ผลงานต่าง ๆ ตามหลักวิธีการ และ บรรทัดฐานที่แน่นอน ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ และ มีจุดประสงค์จุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ เช่น ไม้กระดานฝาบ้านต้องเรียงต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบ กำแพงต้องตั้งฉากกับพื้น เกียร์ต้องประกอบด้วยเฟืองที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นสัดเป็นส่วน

    วิศวกรจะคิดคำนวณวิธีการ และ แนวทางแก้ไขปัญหาต่าง หรือ วิเคราะห์การใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสร้างงานของพวกเขาอย่างรอบคอบที่สุด ค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ ดำเนินตามขั้นตอนไปที่ละขั้นเพื่อลดความเสี่ยง และ ได้ผลงานที่เป็นมาตรฐาน ด้วยการทำความเข้าใจในปัญหา เครื่องมือ และ อุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการทำงานในแต่ละครั้งอย่างพิถีพิถันและรอบคอบ

    เมื่อคุณจะคิดที่จะสร้าง web ขึ้นมาสัก web คุณก็ต้องมาคิดเป็นลำดับเป็นหลักเป็นการเหมือนกับที่วิศวกรคิด คุณจะใช้ element ต่าง ๆ มาประกบประกอบกันอย่างไร เพราะ element แต่ละตัวนั้นต่างมีบรรทัดฐานของมันในการนำมาใช้งาน คุณจะขึ้นร่างขึ้นโครงอย่างไรให้ทุก ๆ อย่างลงตัว และ มีความหมายในตัวมัน เมื่อนำ content ต่าง ๆ เข้าไปวางแล้วทุกสิ่ง ๆ ทุกอย่างนั้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่

    ทุก ๆ ครั้งที่มีการสร้าง web ขึ้นมาหรือ web page ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ นั้นเราก็ควรที่จะ ตรวจสอบทุก ๆ ครั้งด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องตามมาตรฐานที่บัญญัติขึ้นไว้หรือเปล่า เหมือนกับวิศวกรที่จะต้องตรวจสอบมาตรฐานของผลงานของตนทุก ๆ ครั้งว่าผ่านถูกต้อง และ ปลอดภัย หรือไม่ เราวาง content ได้ถูกต้องหรือไม่ tag ต่าง ๆ ที่เราวางไว้นั้นถูกที่ถูกทางหรือไม่ เมื่อนำ CSS เข้ามาตบแต่งให้สวยงามแล้ว CSS ที่เราใช้นั้นถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ เมื่อมีการแจ้งให้แก้ไขข้อผิดพลาด ก็ไม่ควรที่จะละเลยควรจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นในทันที เพื่อประโยชน์ใช้สอย ทั้งของตนเอง และ คนอื่น ๆ

  16. รู้จัก และ เข้าใจใน Web Standards 3 (จบ)

    Radiz

    ศิลปินถ่ายทอดประสบการณ์ ความคิด และ ความรู้สึกของพวกเขา ผ่านความสวยงาม พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจ จากสิ่งต่าง ๆ บนโลกที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา และ พวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับสิ่งต่าง ๆ อื่น ๆ ด้วย การออกแบบ website นั้นก็คือ ข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้วว่าเป็นประโยชน์, เป็นความคิดที่สื่อออกมาถึงผู้รับได้ และ ข้อมูลนั้นสามารถถ่ายทอด และ ดึงดูดเย้ายวนไปถึงผู้รับได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    การออกแบบโครงร่างภายนอก คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสามารถทางศิลป์ล้วน ๆ การคิดคำนึงถึงภาพที่เราจะออกแบบมาให้สวยงามวาด หรือ ออกแบบ อย่างไรออกมาให้สวยมันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะทำ แต่การนำมาใช้กับการทำ website นั้นมันต้องคิดลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงแต่ภาพที่เราวาดออกมาเพียงเท่านั้น มันไม่ได้มีไว้เพื่อดูเพียงตาเปล่า หากทว่ามันมีส่วนที่จับต้องได้ นำไปใช้ต่อได้ เช่น ภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้อมูล content ต่าง ๆ ที่เป็นตัวหนังสือที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้ต่อ เช่น เก็บไว้อ่านเก็บไปอ้างถึงได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อคุณจะต้องออกแบบ website คุณจะต้อง คิดและมองอย่าง นักเขียน เป็นอันดับแรก จากนั้นคุณต้องคิดและมองอย่าง วิศวกร และ ท้ายที่สุดถึงจะคิดและมองอย่าง ศิลปิน ทีนี้เราก็กลั่นกรองออกมาตาม sense ที่เราได้ลำดับความคิด และ เรียนรู้ใหม่ทั้งหมดของเราเลย เช่น สีสันหน้าตาเป็นอย่างไร การจัดวางตัวหนังสือ การกำหนดช่องว่างระหว่าง content จัดเรียงหน้าตาที่ user จะเข้ามาสัมผัสอย่างไรให้สวยงามเหมาะสมที่สุด ทำอย่างไรให้การแสดงผลของ website ของเรานั้นไม่ผิดเพี๊ยน ข้อมูลไม่มีการเสียหายเมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และ/หรือ รูปร่างหน้าตา จะเห็นได้ว่ามันจะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

  17. Web standard!

    พร อันทะ

    เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไม Browsers จึงใช้ html และ หรือ xhtml ในการแสดงผลหน้าเว็บ ทำไมไม่แสดงผลด้วย php เลย
  1.