ชีวิต หน้าที่ การงาน

ครึ่งเดือน, สองสัปดาห์, สิบห้าวัน หรือแล้วแต่จะประมาณการ นั่นคือระยะเวลาที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่หาดใหญ่ ในช่วงเวลาดั่งที่กล่าวมาข้างต้น เงียบ เงียบ เรื่อย เรื่อย เอื่อย เอื่อย แต่ปรอดโปร่ง ทำให้มีความสุขกับการได้หยุดคิด หยุดวิ่ง ในหลาย หลาย เรื่องราวของชีวิต

เครื่องบินกำลังไต่ระดับนสู่ขึ้นสู่ระดับความสูงมาตรฐาน กลุ่มก้อนเมฆที่ลอยล่องอยู่เบื้องล่าง ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ เพราะปรกติ จะแหงนหน้ามองก้อนเมฆ แต่บางครั้งก็ได้มีโอกาศก้มหน้ามองก้อนเมฆ กับเขาบ้าง

หน้าที่และการงาน

ปัจจัยหลักที่ดึงผมกลับเข้าสู่เมืองหลวงอีกครั้ง คือการงานและหน้าที่ มิใช่ใครอื่นไกล การกลับมาและการไปในแต่ละครั้ง ล้วนมีความหมายแห่งการเปลี่ยนแปลง ห้วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่หาดใหญ่ มิใช่ผมหนีหายไปไม่ทำงาน แต่ในทางตรงกันข้าม ผมกลับต้องมีสมาธิกับการทำงานตรงนั้นมากกว่าเดิม ให้ได้ เพื่อการจัดการให้ตารางและเวลางานลงตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กระนั้น ตั้งแต่เริ่มมา มันยังไม่ได้ดั่งใจซะทีอย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่แปลกไปที่หาดใหญ่ กลับทำให้สมองของผมกระตือรือร้น คิดอะไรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา จะหาว่าพะวงอยู่กับงานที่คั่งค้างอยู่ก็หาไม่ สำหรับพฤติกรรมแปลกๆ ที่เกิดขึ้น ผมถือว่ามันเป็นผลดีมากกว่า เช่น อาการอยากทำ โน่น นี่ นั่น อยู่ตลอดเวลา หรือที่เพื่อนๆ ข้างๆ กาย เคยเรียกผมว่า ไอ้จอมโปรเจ็ค แต่ ผมจะต่างจากเจ้าพ่อโปรเจ็คคนอื่นๆ ทั่วไปคือ ผมจะชอบคิดอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยลองทำ ส่วนสิ่งที่ทำนั้น มันมักจะไม่ใช่ สิ่งที่กำลังคิดวางแผน แต่มันจะเป็น สิ่งที่อยู่ข้างๆ ของสิ่งที่คิดวางแผนอยู่นั่นต่างหาก เหตุการณ์ คิดจะกินมะละกอของผม จึงกลายเป็น พอเก็บมะละกอเสร็จกลับกลายเป็นได้องุ่นกลับมาซะงั้น

แต่ด้วยที่ผ่านมา ประสบการณ์ ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้สังคมรอบกาย มากมาย ขี้เลื่อยและหางอึ่ง ที่ผสมปนเปกันในหัว อาจจะคลุกเคล้า ให้เข้ากันได้มากขึ้น

แข่งขันและวุ่นวาย

มันไม่ใช่แค่ ข้างนอกวุ่นวาย แต่ถ้าใจสงบ มันก็สงบ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ มันคือ ข้างนอกสงบได้ จะทำให้ในใจสงบยิ่งกว่า พิสูจน์ได้ด้วยตัวคุณเองครับความไม่พอดี ความไม่พอเพียง หรือแม้แต่จะพอเพียงแต่มันไม่พอกิน ทำให้เราต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาที่ยังหายใจ กับผมที่ไม่ค่อยชอบบรรยากาศในการใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพ สักปานใด แต่ก็ต้องเลือกที่จะอยู่เพื่อปากและท้องหรือเพื่ออะไรบางอย่างก็ไม่รู้ ด้วยความรู้สึกลึกๆ อะไรบางอย่าง (รู้สึกว่าผมจะเป็นพวกใช้ชีวิตตามความรู้สึกลึกๆ ซะจริงๆ) ที่คอยเสริมสร้างแรงกายและแรงใจ

ผมจำได้ว่าครั้งนึงเมื่อประมาณปี 2544 ผมเคยเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ ไม่นานเลย เพียงแค่อาทิตย์กว่าๆ มันทำให้ผมป่วย ยาวนานกับการไม่คุ้นเคยอากาศ เป็นช่วงเดือนตุลา ที่ยาวนาน แต่สนุกสนานกับการเข้าไปรู้กระบวนการ ละครเวทีของกลุ่มละครมะขามป้อม แม้จะเป็นการเดินเฉี่ยวๆ แบบได้เสียวก็ตาม แต่การใช้ชีวิตครั้งนั้นทำให้ผมไม่คิดจะกลับมาสูดอากาศที่กรุงเทพอีกเลย แต่ด้วยความไม่แน่นอนของชีวิต สามปีให้หลัง ผมก็ต้องย้อนกลับมาอยู่ยาวที่กรุงเทพ จนได้ กระทั่งวันนี้ วันที่ผมเลือกจะไป ไป มา มา ไม่อยู่แช่เหมือนเมื่อก่อน เป็นคนใช้แรงงานในเมืองหลวงแบบแปลก แปลก

เครื่องจักรตัวใหญ่ หมุนทำงานไม่เคยหยุด ฟันเฟืองทุกตัวต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่าง ขมักหมกมุ่น ฟันเฟืองตัวหนึ่งในนั้น นั่นคือเรา ที่ไม่สามารถหลุดออกจากกรอบการใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้ ตราบใดที่ยังไม่หมดประสิทธิภาพจนต้องถูกถอดออกจากระบบ เมื่อนั้น เรายังต้องอยู่และหมุนไปตามระบบแห่งฟันเฟืองอย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน

บ้าง บางครั้งผมกลับคิดอยากจะย้อนกลับเข้าไปทำงานในระบบ อย่างเป็นรูปแบบเหมือนเดิม เพียงเพราะเหตุผลแห่งความขี้เกียจที่มีมากมาย ในสันดานของผมเอง ไม่อยากคิด ตัดสินใจอะไรเองให้มากเหมือนที่เป็นอยู่ อยากจะเข้างานเก้าโมงเช้า เลิกงานหกโมงเย็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มันคงไม่ใช่ทางออกหรือการแก้ปัญหา ทำให้ผมรู้สึกอีกทางหนึ่งว่า แก้ปัญหากับความรู้สึกของตัวเองให้ได้ก่อนจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น มันก็จะเกิดความรู้สึกแบบเดิม เดิม วน วน เป็นวงกลม ไม่มีที่สิ้นสุด กินหางตัวเองไปเรื่อยๆ อะไรๆ ก็ไม่ดีสักอย่าง

แน่นอน เราจะใช้ห้วงเวลาแบบนี้ เป็นห้วงเวลาที่อีหลักอีเหลื่อในการหมักหมมประสบการณ์ แปลกๆ อีกแบบ ที่แตกต่าง

Welcome to the Machine

Back to Top

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Connect with Facebook

Back to Top