หนี

จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนหนังเรื่องเก่าที่เอากลับมาฉายใหม่อีกครั้ง มันนอนมองหลอดไฟไปตามทางเดินในขณะที่ที่บุรุษเวรเปลห้องผ่าตัดกับลังเข็ญผู้ป่วยไปสู่ຫ້ອງປະຕິບັດການ จากเตียงที่หนึ่ง ย้ายข้ามไปเตียงที่สองเปลี่ยนจากชุดสีขาวเป็นสีเขียวและย้ายข้ามไปเตียงที่สาม

ลืมตากว้างๆ แล้วสูดหายใจลึกๆ นะคะ

Bhorn's tag wrist

เรื่องเล่า 1983

มันเป็นช่วงสายของวันธรรมดาวันหนึ่งในช่วงต้นปีของ ค.ศ. 1983 ของคนอื่นๆ แต่สำหรับครอบครัวของ “ต้นตระกูลแห่งหำ”​ แล้ว มันไม่ได้ธรรมดาเลย ลูกลำดับที่ 9 ยังนอนหายใจรวยระรินอยู่บนเตียงผู้ป่วย ไม่มีความคืบหน้าด้านการรักษาใดๆ แม้หมอ แพทย์​ พยาบาล ภารโรง แม่บ้าน ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่ามันป่วยด้วยโรคอะไร

วันแล้ว วันเล่าที่พ่อแม่ พี่สาว พี่ชายต่างมานั่งเฝ้าไข้ สลับหมุนเวียนกันไปเหมือนรอแค่วันตาย หรือนี่จะเป็นวาระสุดท้ายที่ครอบครัวนี้จะต้องมีเด็กชายมาตายจากไป หลังจากที่คนก่อนล้มตายไปด้วยเพียงเพราะร้องไห้ไม่หยุดหรือโรคลึกลับด้วยอายุเพียงไม่กี่วัน

ปฏิบัติการ

กองโจรได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเอาไว้หลอกล่อเจ้าหน้าที่ แพทย์และพยาบาล อีกกลุ่มมีไว้สอดส่องทางหนีทีไล่และรอด้วยหัวใจระทึกที่หน้าต่างห้องพักผู้ป่วย ร่างที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกหนักไม่ถึง 7 กิโลกรรมถูกส่งลอดหน้าต่างชั้น 1 ของโรงพยาบาลออกไปยังกองโจรด้านนอก เพื่อหนีมุ่งหน้าไปหาที่พึ่งสุดท้าย

มันถูกห่อเอาไว้ในผ้าห่มทอฝีมือแม่ เก็บมิดชิด อย่าแม้แต่จะได้ยินเสียง เพราะมันร้องได้มาหลายเดือนจนไม่มีเสียงให้ร้องอีกแล้ว เหมือนเป็นการดิ้นรน ทิ้งทวนครั้งสุดท้ายของครอบครัวหลังจากที่พี่ชายคนกลางของมันมาบอกพ่อว่า ที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขามีแผนก หู คอ จมูก เราน่าจะไปวัดดวงกันดู

ห้าชั่วโมงผ่านไปกับระยะทางร้อยกิโลเมตรจากอุดรฯ-ขอนแก่น รถหวานเย็นก็พาทั้งครอบครัวมาถึงที่หมาย แน่นอนแค่เพียงไม่นาน แพทย์ก็สามารถวินิจฉัยและจัดการตัดเนื้องอกเจ้าปัญหาที่ขัดขวางการหายใจมันได้สำเร็จ เด็กชายกลับมาร้องไห้เสียงดังอีกครั้ง

ฟื้น

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันกับเนื้องอกในลำคอก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา อาการเสียงแหบ ไปหาหมอ ดมยาสลบ ตัดเนื้องอกทิ้งกลายเป็นกิจวัติประจำสัปดาห์ เดือน ปี ของมันเสมอ

มันไม่ใช่เนื้อร้าย มันไม่ใช่เนื้อดี เป็นเป็นสิ่งที่โผล่มาพอเป็นพิธีเพื่อสร้างความรำคาญให้แก่ชีวิต ซึ่งด้วยความที่มีโรคประจำตัวตั้งแต่เด็ก มันจึงถูกสั่งงดกิจกรรมการใช้เสียงเกือบทุกชนิด แม้แต่การหัดเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงก็ยังต้องคอยแอบซ่อน (แต่ใช่จะมีใครห้ามมันได้)

สภาพของผู้ป่วยนอกในยุคนั้นคงไม่ต้องมาสาธยายให้เห็นภาพกันมากมาย เรือนพักญาติที่มีบริเวณเพียงน้อยนิด ผู้คนก็แทบจะนอนกองทับกันอยู่แล้ว มีเพียงแค่หน้าฝนเท่านั้นที่มันจะได้มีโอกาศไปนอนในนั้น กับราคาคืนละ 10 บาท ริมสระหน้าโรงพยาบาลเต็มไปด้วยยุง มุ้งของทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย หลักๆ แล้วมันจะนอนแค่กับแม่ ส่วนพ่อนั้นด้วยความเป็นบุรุษที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี จึงมีเพื่อนมากเป็นพิเศษ แม้จะเพิ่งเคยเจอกับคนแปลกหน้าเป็นครั้งแรกก็ตาม หาตัวแกได้ตามป้อมยามหรือร้านขายของชำเล็กๆ แถวเรือนพักญาติ

แม่มีหน้าที่เฝ้าไข้ ส่วนพ่อมีหน้าที่นำทาง เมา และเดินเรื่องสงเคราะห์ผู้ป่วยยากจนหลังจากผ่าตัดเสร็จ เพื่อที่จะได้เสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกๆ ครั้งที่พ่อไปทำเรื่องสงเคราะห์ผมจะถูกพ่อเทรนเรื่องคำพูดที่ต้องบอกเจ้าหน้าที่ก่อนเสมอ (ด้วยเสียงสดใสหลังจากผ่าตัดเสร็จ) แม้กลิ่นเหล้าของพ่อจะคละคลุ้งเป็นบางครั้ง แต่เราก็จ่ายค่ารักษาครั้งละ 300-500 บาทตลอดมา

จากลา 1994

หลังจากมันปั่นจักยานด้วยระยะทาง 10 กิโลเมตรกลับจากโรงเรียนมาพบกับบ้านที่เงียบสงบ ไม่มีใครอยู่บ้าน เสียงคุณอาข้างบ้านตะโกนบอก “พ่อใหญ่อาการทรุดไปโรงพยาบาลตั้งแต่บ่ายแล้ว”

อุณหภูมิแตะ 8 องศา 28 ธันวาในค่ำคืนก่อนปีใหม่ มันนั่งหนาวสั่นระริกอยู่ข้างแม่ พ่อนอนต่อสายยางอยู่ในศูนย์รอจ่าย เสียงแหบพร่าเรียกหาลูกชายคนโต

เป็นวันสุดท้ายที่มันได้เห็นแววตาของพ่อ

นับตั้งแต่วันที่พ่อจากไป โรคร้ายที่คอยมาเยือนปีละหลายหนก็หายไปโดยไม่ลาเช่นเดียวกัน มันจึงบอกลาฉายา “แหบมหาเสน่ห์” ตั้งแต่นั้นมา แต่มันก็ระลึกในคำของแพทย์ประจำตัวเสมอว่าโรคนี้มันไม่หายไปไหน แค่มันจะโยกย้าย ผลุบ โผล่ที่อื่นหรือวนกลับมาที่เดิม รอและอย่าได้กลัว

สวัสดีเพื่อนเก่า 2015

มันนาน นานเสียจนเกือบลืม เป็นเวลายี่สิบปีผ่านไป สิ่งที่เราหนี สิ่งที่เราอยากจะบอกลาเหมือนมันจะไม่เป็นดั่งที่เราปราถนา โรคเก่ากลับมา กลับมาพร้อมกับความหลังเพียงแค่รอบนี้เวลาเกิดห่างกันจากครั้งล่าสุดไป 20 ปี พ่อ แม่ไม่ได้มานั่งเฝ้าแต่เปลี่ยนเป็นการบีบคอเพื่อนมาเฝ้าแทน

เทคโนโลยีทางการแพทย์ยุคปัจจุบันช่างเปลี่ยนไปมากมายนัก เตียงผู้ป่วยสภาพเหมือนหลุดออกมาจากหนังสมัยสงครามเวียดนามไม่มีให้เห็นแล้ว ไม่ต้องพะรุงพะรังหอบแฟ้ม ฟิล์มเอ๊กซเรย์เดินไปเดินมา เพียงแค่แสกนรูม่านตา เอ้ย ยิงปลอกแขนพร้อมบาร์โค้ดก็พอ ห้องพักผู้ป่วยโรงบาลรัฐระดับห้าดาว ถ้ามีเบียร์แช่ไว้ในตู้เย็นด้วยเนี่ย มันคงให้หกดาวเลย

ฟื้น 2

สิ่งแรกที่มันมักจะทำเสมอหลังผ่านตัดเสร็จก็คือพยายามเซ็กส์เสียงตัวเอง เพื่อที่จะยืนยันว่าหมอไม่ได้ตัดเอากล่องเสียงมันออกไปด้วย ในรอบนี้ทันทีที่รู้สึกตัวมันก็เปลงเสียงเบาๆ “ผมฝัน” สาวๆ ชุดเขียวสามสี่คนข้างๆ ก็พูดพร้อมกัน “ได้ตัวเด็ดๆ อะไรมั่งคะ” ในใจก็อยากจะบอก 472

กลับมาที่ห้องพักผู้ป่วย พยาบาลที่ดูแลบอกว่า “มันดูไม่เหมือนคนไข้ผ่าตัดที่เพิ่งฟื้นจากดมยาสลบมาเลย” หลับไป 45 นาที ลืมตาขึ้นมามันแดกข้าวก่อนเป็นอันดับแรก อาจจะเป็นเพราะเจอหมอขั้นเทพก็เป็นได้

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะสามารถหลีกลี้หลบหนีมันได้ โรคที่หาสาเหตุนี้ไม่ได้นี้ก็เช่นกัน เมื่อหนีไม่ได้ก็ต้องสู้กับมัน อาจจะรวมไปถึงทุกๆ เรื่องในชีวิต

ขอบคุณทุกความห่วงใยและ @อันนพ ที่สละเวลาชีวิตมาเฝ้าไข้ในครั้งนี้

มีความสุบกับการใช้ชีวิตครับ

Back to Top

One Response to หนี

  1. Sakol Artpan

    เขียนได้เยี่ยมามกพี่

    Reply

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Connect with Facebook

Back to Top