พร อันทะ

เพี้ยน หรือ ไม่เพี้ยน

ไม่เถียงเลยสักนิดถ้าหากจะบอกว่า ผมเพี้ยนๆ เออ นะ ก็มันเพี้ยนๆ จริงๆ นี่หว่า ท่านใดที่เข้าเว็บผมบ่อยๆ แล้วก็ได้คุยกับผมทางเอ็มเอสเอ็น คงพอจะรู้ว่า เพี้ยนขนาดไหน สำหรับ แขกใหม่ผู้มาเยือนก็จะได้ ทำใจไว้ตั้งแต่ต้นว่าผมไม่ใช่พ่อพระ แต่เป็นไอ้บ้าต่างหาก

ปิดเว็บไปหลายวัน แต่เปิดกลับมา ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่เพิ่มเติม ครับ เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเพิ่มเติม

แค่นั้น ปิดเว็บรอรับวันพระ ที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงตอนตีสาม แค่นั้น

ปิดเฉยๆ พักร้อน

และไม่มีประเด็นอื่น

แต่คงไม่ทำอีกบ่อยๆ

เกิดมาเพื่อเป็นเป็ดฉันใด ฤา อนาคตจะกลายเป็นหงษ์ได้ บอกที

คล้ายๆ กับพวกจับจด หรือย้ำคิดย้ำทำ แต่ผม ไม่ได้ทำกับงานที่มันยังไม่เสร็จ หรือทำจนงานไม่เสร็จ ผมจะทำอย่างนี้กับงานที่มันเสร็จไปแล้วเท่านั้น คล้ายๆ กับทำอีกนิดน่า มันจะได้ดูดีขึ้น

ไม่รู้เหมือนกัน เขาเรียกคนบวมๆ แบบนี้ว่าอะไร

ตอนที่เรียนวิชา โฆษณา ในมหาลัย อาการแบบนี้ อาจารย์พิเศษที่อยู่ในวงการโฆษณาบอกว่า มันมักจะเป็นลักษณะของพวกครีเอถีฟ โฆษณา ที่มันไม่ยอมหยุดคิด จนกว่าจะหมดเวลาคิด หรือส่งงานลูกค้า

แต่ผมมองตัวเองมุมไหน มันก็ไม่ได้ใกล้เคียงคนกลุ่มนั่นเลย เป็ดๆ อย่างผมก็ทำคล้ายๆ กัน แต่อาจจะต่างกันที่ลายละเอียด

แต่หาคำจำกัดความให้ตัวเองไม่ได้

หนังสือเดินทาง

ผมไม่กระดากปากที่จะบอกว่า ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ อิอิ (เพราะผมไม่ได้บอกว่าผมอ่านหนังสือมาเยอะนี่หว่า กลัวทำไม ชอบอ่าน แต่อ่านได้เท่าที่อ่าน)

โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับ ฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ลากไปเรื่อง ดาราศาสตร์ด้วย (อยากแต่หาอ่านได้น้อยมาก)

รู้สึกแปลกๆ ที่ ดาวพลูโต อยู่ดีๆ ก็โดนอัปเปหิออกจากบ้านทรายทอง ในข้อหาคุณสมบัติผู้ดีมีไม่ครบ ความรู้ สปช. ที่ร่ำเรียนมาสมัยประถม ต้องถอดออกจากระบบไป 1 อย่าง

ถึงแม้ว่าช่วงหลังมานี้ เวลาที่ผมให้กับการอ่านหนังสือมันน้อยลง ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาอ่าน แต่ว่า ผมขี้เกียจมากกว่า ผมถือเป็นคนขี้เกียจสุดๆ คนนึงของครอบครัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการอดทน ดำนา ได้ไม่เต็มวัน ตอนเกี่ยวข้าวก็ทำกำเล็กกว่าคนอื่น เพื่อที่จะนับจำนวนมัดแล้วมันดูเยอะ หรือแอบหนีพ่อไปเตะบอล ตอนที่ต้องไปตัดอ้อย ทั้งๆ ที่ทำกันแค่เพื่อบริโภคกันในครอบครัวแค่นั้น

ไทยซีเอสเอส วันละขวด

เรื่องมันมีอยู่ว่า

แรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้ตั้งใจจะเปิดประเด็นแนว นี้สักเท่าไหร่ แต่จะออกไปเป็นแนวฮาวทู ทำเว็บไซท์ มากกว่า แต่พอไปคุยเรื่องนี้กับเพื่อน ความคิดเห็นก็เลยแตกกระจายออกมา ว่าเรื่องราวแนวนี้ มันมีคนเขียนเยอะ ทำเยอะแล้ว อ่านที่ไหนก็ได้ ทำอย่างอื่นดีกว่า เอาเป็นว่าไหนๆ ก็ นั่งกินเบียร์ วันละขวดอยู่แล้ว ก็หาเรื่องราวเกี่ยวกับ CSS มาเขียน ที่มันแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่แล้วกัน

คุยไปคุยมา ผมเลยเปลี่ยนไอเดียเริ่มแรก เป็นเรื่องใหม่

คอลัมน์ “ไทยซีเอสเอส วันละขวด” จะว่าด้วยเรื่องของพื้นฐาน ข่าว ความเป็นไป และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ของกระบวนพลแห่ง CSS และ พันธมิตรรอบกาย รวมทั้ง ไอเดีย แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ผมไปเจอะ ไปเจอมา จะเอามานั่งคุย

อยาก และ ยากจะเข้าใจ

ผมเขียนโปรแกรมไม่เก่ง เอ่อ ไม่ใช่ไม่เก่งดิ ไม่เป็น น่าจะเหมาะกว่า แต่ ก็พอเขียนได้น่า เพราะโปรแกรมที่ใช้ในเว็บไทยซีเอสเอส ผมก็นั่งเขียนไปเขียนมา แก้ไปแก้มาเองอยู่เรื่อยๆ เพิ่มความสามารถไปเรื่อยๆ จะว่าเขียนไม่เป็น

หรือไม่รู้เรื่อง php คงจะกลายเป็นเรื่องโกหกไป แต่ ไม่เก่ง ใช่ อือ ก็ มันเขียนไม่เก่ง จะให้ทำยังไงหว่า

ผมสงสัยมาก ถึงขั้นมากที่สุด ว่าส่วนใหญ่ คนไทยที่สนใจ CSS ถึงมีแต่ โปรแกรมเมอร์ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเล็กน้อย ถึงปานกลาง มากในบางพื้นที่ ทะเลมีคลื่นสูงเล็กน้อย เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง ไม่เข้าใจ จนตอนนี้ เพราะว่า เรื่อง css ส่วนใหญ่ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ Designer เขาพูดกันมากกว่า โปรแกรมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็น เว็บดีไซน์ หรือกราฟฟิค ดีไซน์ แต่ไม่ใช่ว่า โปรแกรมเมอร์ ไม่ควรพูด ผมไม่ได้สงสัยหรือแปลกใจตรงนั้น แค่สงสัยว่า เว็บดีไซน์ ไทย ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

โศกนาฏกรรมของคนลาวพลัดถิ่น

ผมเพิ่งซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านยังไม่นาน อ่านยังไม่จบด้วยซ้ำ

เป็นหนังสือ รวมเรื่องสั้นรางวัล ซีไรท์ ของประเทศลาว ประจำปี 2005 ว่าด้วยการจากลา และการพลัดถิ่นของคนลาว ที่ต่อสู่กับมรสุมชีวิตในต่างถิ่น ซึ่งชื่อหนังสือเต็มๆ คือ “ใบไม้ใบสุดท้าย : โศกนาฏกรรมของคนลาวพลัดถิ่น

ผมเป็นคนลาวหรือ คำตอบคือไม่ใช่ ผมเป็นคนไทย แต่เป็นคนไทยอีสาน ผู้พลัดจากถิ่นฐานมุ่งหน้าเข้ากรุงมาทำมาหาเลี้ยงชีพในเมืองหลวง แต่ชีวิตอาจจะไม่ได้รันทดเท่าคนอีสานส่วนใหญ่ ที่เข้ามาใช้แรงงาน ทำงานก่อสร้าง

หลายคนที่ได้คุยกับผมทาง เอ็มเอสเอ็น คงรู้กันแล้วว่า ช่วงเวลาการเป็นมนุษย์ เงินเดือนของผมกำลังจะจบลง เพราะบริษัทที่ผมทำงานอยู่ต้องปิดกิจการ กลับบ้านเกิดที่ นอร์เวย์ ซึ่งเคราะห์กรรมไม่ได้เกิดกับผมคนเดียว แต่มันเกิดกับเพื่อนๆ ในที่ทำงานด้วย ช่วงเวลาที่เหลืออีกไม่กี่วัน คงเป็นช่วงแห่งสุญญากาศ ที่ผมกับเพื่อนๆ ต้องคุยกันมากขึ้น ว่าแต่ละคนจะระเห็จไปทางไหน หรือตั้งหลักชีวิตกันยังไงต่อไป

Back to Top